เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
บล็อกนี้ เป็นบล็อกสำหรับทุกคนที่ต้องการรับรู้ถึงสังคมปัจจุบันว่ากำลังดำเนินไปในทิศทางใดและสังเกตุพฤติกรรมของมุสลิมในสังคมว่ามีสภาพว่าเป็นอย่างไร พร้อมกันนี้เพื่อนอิสลามจะคอยเป็นเพื่อนกับทุกท่านที่เข้ามาเยื่ยมชม ซึ่งสิ่งที่เราต้องการ คือ เป็นเพื่อนในอิิสลามของคุณตลอดไป และถ้าหากเห็นว่าบล็อกนี้มีประโยชน์ช่วยเม้นให้ด้วยนะ หรือ ถ้าหากจะต้องการเนื้อหาอะไรก็โพสได้นะครับ ยินดีเสมอครับ

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติีชีวิตของ มูหัมมัด อิกบัล

Iqbal.jpg

ประวัติและผลงานของอิกบัล

มูหัมมัด  อิกบัล

          ประวัติและผลงานของอิกบัล
มุฮัมมัด อิกบัล  เกิดที่เมืองเซียลกอต  จังหวัดปุนจาบ  ประเทศอินเดีย  เมื่อวันที่  22  กุมภาพันธ์  ค..1873  บรรพบุรุษของท่านมาจากตระกูลฮินดูบระฮมาจากแครสเมียและได้รับอิสลามมาหลายชั่วอายุคน  ท่านเริ่มศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่บ้านเกิดของท่าน    ท่านได้เริ่มเขียนบทกลอนของท่านตั้งแต่อายุยังเยาว์  อิกบัลเป็นคนที่โชคดีที่มีครูท่านหนึ่งซึ่งเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในขณะนั้น  คือ  เมาลานา  มีร ฮาสัน  ซึ่งได้มองเห็นพรสวรรค์ของศิษย์ผู้เยาว์ของตนจึงได้ให้การสนับสนุนทุกโอกาสที่อำนวยให้
                   ในขณะนั้นมี  ดัฆ  (1831-1905) ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงด้านวรรณกรรมอุรดูท่านหนึ่งที่อิกบัลได้ส่งบทกลอนด้านต่างๆ  ของเขาให้แก่ท่านดัฆเพื่อขอให้ท่านตรวจสอบแก้ไข  ซึ่งดัฆก็ยินดีจะทำในสิ่งนั้น   แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนดัฆได้เขียนถึงนักกวีหนุ่มอิกบัล  โดยได้กล่าวว่าบรรดาบทกลอนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องแก้ไขใดๆอีก
                   ในปี ค.. 1895  เมื่ออิกบัลได้อายุ  22  ปี  ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่ละฮอร์  เพื่อศึกษาในระดับอุดมศึกษา  เมืองนี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นเมืองของนักวิชาการ  ภาษาอุดูค่อย ๆ มีบทบาทแทนที่ภาษาเปอร์เซียทั่วประเทศอินเดียและมีการก่อตั้งชมรมต่าง ๆ ขึ้นที่เมืองละฮอร์แห่งนี้อีกด้วย
                   ชมรมหรือชุมนุมต่างๆ ได้มีการประชุมนักประพันธ์และอิกบัลได้มีโอกาสอ่านบทกลอน  โคลง  ฉันท์  ที่ตนได้เขียนขึ้น  ในช่วงเวลาอันสั้นเขาได้พัฒนาผลงานของเขาจนมีชื่อเสียงและเป้นดาวในโลกของวรรณกรรมจนกระทั่งบทกลอนของเขาถูกตีพิมพ์ลงในวารสารอย่างรวดเร็ว
                   ที่เมืองละฮอร์นี้ท่านได้มีโอกาสรู้จักกับ  ซีร  โทมัส   อันโนลด์  ซึ่งต่อมาได้มีอิทธิผลต่ออิกบัลมาก  ขณะที่เมาลานา  มีร  ฮาสัน  ได้สอนหัวใจของวัฒนธรรมและแนวคิดของตะวันตก  ในช่วงนั้นอิกบัลได้มีโอกาสเขียนบทกลอนจำนวนหนึ่ง  ซึ่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนักเมื่อเทียบกับผลงานของเขาที่เขียนขึ้นในช่วงหลังที่ได้สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จัก  อย่างไรก็ตามผลงานช่วงแรกของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นคู่มือเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เขียนเป็นภาษาอุรดู
                   ในปี  ค..  1905  ซึ่งตอนนั้นท่านมีอายุ  32  ปี  ท่านได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษและอาศัยอยู่ที่นั้นนานถึงสามปี  ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการกำหนดบทบาทในพัฒนาความคิดของเขา  สำหรับเขาแล้วในเวลานี้เป็นสมัยของการเตรียมความสมบูรณ์ให้กับตัวเอง  เขาได้ค้นหาวิชาความรู้ในห้องสมุดแคมบริชที่ลอนดอนและเบอร์ลินอย่างมีความสุขและเพลิดเพลิน  อิกบัลได้เข้าไปปรึกษาหารือพูดคุยกับบรรดานักคิดและบัณฑิตในอังกฤษตลอดเวลา   ท่านเรียนวิชาปรัชญากับศาสตราจารย์แมค  แทคการ์ด  ที่แคมบริชและได้ศึกษาในระดับปริญญาเอก  ทางด้านสาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยมัวนิค   วิทยานิพนธ์ของท่านเรื่อง  The  Development  of  Metaphysice  in  Persia  ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในลอนดอน
                   ท่านได้รับเลือกเป็นศาสตราจารย์สาขาภาษาอาหรับจากมหาวิทยาลัยลอนดอนเป็นเวลา  เดือนก่อนที่จะกลับไปยังละฮอร์  ในปี  ค..  1908  ขณะที่ท่านมีอายุ  35  ปี  ก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาปรัชญาและวรรณคดีอังกฤษแต่ท่านก็รีบมอบตำแหน่งดังกล่าวเพื่ออุทิศตนในสาขากฎหมายต่อไป
                   ท่านเป็นกวี  นักประพันธ์  นักเขียน  นักปรัชญา  นักภาษาศาสตร์  นักกฎหมาย  นักการเมือง  อาจารย์  นั่นคือความเชี่ยวชาญและความสามารถพิเศษของท่าน  ท่านได้มอบบทกลอน  กวีต่างๆ  ทั้งสองภาษา  คือ  ภาษาอุรดูและภาษาเปอร์เซียให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังต่อไป  ในสาขา  Prosa  ท่านได้เขียนเป็นภาษาอุรดูและภาษาอังกฤษ   ท่านได้เขียนวิชาการสาขาต่างๆ  เช่น  ปรัชญา  เศรษฐศาสตร์  การเมืองและวรรณกรรม
                   ก่อนที่ท่านจะย้ายไปอาศัยที่อังกฤษท่านก็ได้เขียนบทกวีบางส่วนโดยใช้ภาษาอุรดู   และคนทั่วไปมีความรู้สึกว่านักเขียนมีความสับสนที่จะมุ่งมั่นหาแนวทางด้วยตัวเองและไม่รู้ว่าอะไรคือบทบาทที่แท้จริงที่ตนต้องมุ่งมั่นสู้ต่อไป  ชาวตะวันตกเป็นผู้เปลี่ยนแปลงความหวังของเขาโดยสิ้นเชิง  ท่านรู้ตัวดีว่าความล้มเหลวที่เกิดจากบรรดาคำสอนเชิงลบของมิสติกที่เกิดขึ้นในอินเดียและจำเป็นต้องกำจัดแนวโน้มการยับยั้งที่บั่นทอนพลังของสังคม   ท่านได้สร้างความหนักแน่นในตัวท่านเองเพื่อแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาคนเป็นจำนวนนับล้านๆคน  และทำให้จริยธรรมของพวกเขาเสื่อมลงที่ทำให้อุดมการณ์ของพวกเขาเป็นเวลาแรมศตวรรษ
                   ในช่วงก่อนที่ท่านจะกลับไปยังประเทศอินเดียไม่นานนัก  อิกบัลได้เขียนบทกวี/บทกลอนต่างๆ เป็นศตวรรษใหม่  เช่น  Syikwa  และ  Jawab-I-Syikea (การถอนหายใจและคำตอบต่อการถอนหายใจที่เป็นพยานเกี่ยวกับการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นก่อนทีท่านจะให้แง่คิดเกี่ยวกับหนังสือที่จะเผยแพร่แก่ชาวโลก
                   ท่านได้อธิบายบกวีของเขาเป็นครั้งแรกใน  Asar-I-khudi  และ  Rumuz-I-Bekhudi  (ความลี้ลับส่วนตัวและเหตุการณ์อภินิหารที่เกิดในตัวเองกับการหายตัวก็ได้ถูกตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในปี  1915  และในปี   1918  บทกวีทั้งสองบทนี้ท่านก็ได้เขียนเป็นภาษาเปอร์เซีย
                   Asrar-I-khudi  ได้สะท้อนให้เห็นภาพเกี่ยวกับบทเฉพาะของปรัชญาอิกบัล  ซึ่งได้สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  ศาสตราจารย์  R.A.  Nicholson  ถือว่าท่านเป็นคนที่มีพลังความคิดที่สูงและท่านได้แปลผลงานของอิกบัลเป็นภาษาอังกฤษและได้พิมพ์ในปี  1920 
                   Rumus-I-Bekhudi  ได้อธิบายหัวข้อที่เหมือนกัน  มันเป็นเรื่องที่โน้มน้าวเพื่อยกฐานะส่วนบุคคลที่ได้มุ่งเจาะจง  เรียกร้องเพื่อการพัฒนาอีกวาระหนึ่งของทุกคนในสังคมอิสลามอย่างแท้จริง
                   ใน  Bang-I-Dara  (เสียงกังวานของระฆังเป็นผลงานรวมของกวีและภาษาอุรดู  ซึ่งเป็นจุดพบที่สมดุลอย่างสมบูรณ์ระหว่างนักกวีและนักปรัชญา
แล้วในปี  ค..  1922   ท่านได้รับเหรียญเป็นวีรบุรุษจากผู้นำประเทศ
ในปี  ค..  1923  เกิดตำราตะวันออก  ซึ่งได้เขียนคู่กับ  Divan-nya  Goethe  และเป็นกลุ่มกวีกลุ่มหนึ่งของภาษาเปอร์เซีย  เขาได้แสดงถึงความสามารถพิเศษและการครอบครองที่สมบูรณ์ในเชิงภาษา
            หลังจากที่ได้ออกหนังสือ  Zabur-I-Ajam  (Kidung  persi)  อิกบัลได้เขียนผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเขาคือ  Javid  (หนังสือที่ถาวรซึ่งเป็น  Divine  Comedia   จากตะวันออก
ในปี  ค..  1926  ท่านได้เดินทางไปยังอินเดียใต้และในการเดินทางดังกล่าวเขาได้ให้คำปาฐกถาที่น่าสนใจเป็นภาษาในหัวข้อ  Thought  in  Islam  (การฟื้นฟู  แนวคิดทางอิสลามขึ้นมาใหม่)แล้ว อิกบัลได้มีส่วนในการพัฒนาชีวิตทางการเมืองในประเทศของท่าน
ในปี  ค.. 1927  เขาได้ถูกเลือกให้เป็นสมาชิกสภาจังหวัดปุนจาบ
 ในปี ค..1930 ท่านได้รับเลือกเป็นประธานที่ประชุมประจำปีจากสมาคมมุสลิม  ตลอดระยะเวลานี้ท่านได้อธิบายนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆ  ของชาวอินเดีย  ท่านเป็นผู้สนับสนุนนโยบายเกี่ยวกับรัฐอิสลามที่จังหวัดทางชายฝั่งตะวันออกของทะเลอินเดีย  ในขณะนั้นฝ่ายปากีสถานก็ได้ถือว่าท่านเป็นผู้นำพวกเขา
 ในปี  ค..  1932  ท่านเป็นตัวเข้าสัมมนาโต๊ะกลมที่เกิดขึ้นในลอนดอนเพื่อสร้างรัฐบาลระบบ   Konstitusional  ที่อินเดีย  ในปีนี้เช่นกันท่านได้เป็นผู้นำการสัมมนาอิสลาม
ในปี  ค..  1935  ท่านได้รับปริญญาเอกในสาขาวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยปุนจาป
ในปีค.ศ.  1936  ท่านได้ก่อตั้งกลุ่มเขียนบทกวีเป็นสองกลุ่มที่เป้นภาษาอุรดู  ชื่อว่า  ปีกของยิบรีล  และ  ไม้เท้าของมูซา
                   กลุ่มบทกวีต่างๆ  ในภาษาอุรดูและเปอร์เซียที่เป็นรู้จักอย่างแพร่หลาย  คือ  Armughan-I-hijaz  (ความกล้าของฮีญาซซึ่งได้ถูกตีพิมพ์หลังจากที่ท่านเสียชีวีตไป
                   ถึงแม้ว่าท่านยังกระตือรือร้นแต่สุขภาพของท่านเริ่มทรุดโทรมลงในที่สุด  ท่านได้เสียชีวิตลงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม  การจากไปของท่านอิกบัล  ได้ฝากคำเตือนว่าการจากไปของท่านมูฮัมมัดอิกบัลนั้นทำให้เกิดความว่างเปล่าในโลกของวรรณกรรมเหมือนกับมีบาดแผลที่สาหัสและต้องใช้เวลาในการรักษา
                   อินเดียซึ่งที่ตั้งของมันในโลกนี้แคบแต่ก็ยังสามารถรับรู้ถึงความทุกข์อันสืบเนื่องจากการสูญเสียของกวีเอกคนหนึ่งที่มีวรรณกรรมประกอบด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นสากล

ทฤษฎีการเมืองของมุฮัมหมัด  อิกบาล
            อิกบาลเป็นนักคิดอิสลามที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง  ที่มีแนวคิดและมั่นใจว่ามีจักรวาลหนึ่งและโลกแห่งวิญญาณหนึ่งที่มีบุคลิกลักาณะเฉพาะที่ถูกสร้างจากความสามารถที่ครอบคลุมภายใต้โครงสร้างพื้นฐานจากองค์กรของอัลลอฮ์ซึ่งแต่ละสิ่งนั้นมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแบบองค์กร
            อิกบาลได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาของการมีชีวิตที่เกี่ยวกับจักรวาล  มุมมองของมนุษย์ต่อตัวของมนุษย์เอง  พระเจ้าและโลกที่อยู่อาศัย  ท่านได้กล่าวว่า  อัลกรุอานได้สร้างจิตสำนึกที่สูงที่สุดในตัวของมนุษย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอัลลอฮ์ในโลก  ลักษณะที่สำคัญจากความเป็นจริงคอจิตวิญญาณและศาสนาเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรูปธรรม(สภาพความเป็นจริง)รูปธรรมที่เด่นชัดที่สุด คือการมีชีวิตที่เป็นรูปธรรม ในขณะที่Ego(จิตใต้สำนึก)เป็นความต้องการที่เป็นไปในรูปแบบ Retional (เชิงเหตุผล) อัลลอฮ์คือ Ego ที่ถาวรและเอกะ ความเป็นปัจเจกของ Ego ที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกรุอานด้วนพระนามของอัลลอฮ์และคอนเซ็บต์เกี่ยวกับอิสลามเกี่ยวกับพระเจ้านั้นมีสาระที่สำคัญมากมายเช่น
            การสร้างสรรค์(Creative) ความรู้ ความเป็นผู้มหาอำนาจ และความเป็นนิรันดร์
            ความมีอยู่จริง(Reality) เป็นไฟแห่งพลัง ทำให้พลังเหล่านั้นมีอยู่ได้ ความมีอยู่จริงที่แท้จริงที่สุดคือEgo ที่มหาฮากีกีใน Ego เหล่านี้สามารถพบ Keberimpitan ของความตั้งใจและไม่ตั้งใจ ที่รวมกันเป็น Ego เดียวกันทุกอะตอมของสมาชิกของพระเจ้า  สิ่งที่เล็กที่สุดคือ  Ego แต่ในความเป็นรูปธรรมแล้วจะพบว่ามีหลายชั้น(มีความสลับซับซ้อน) ทุกเสี้ยววินาทีของการเคลื่อนไหวของโลกนั้นยิ่งนานยิ่งทำให้การมีอยู่ของมนุษย์ประสบความสำเร็จ เพราะอัลกรุอานได้กล่าวว่า Ego ที่แท้จริงนั้นได้ใกล้ชิดกับมนุษย์มาก เปรียบเสมือนเส้นเอ็นที่คอของตนเอง และเราต้องมีชีวิตและเคลื่อนไหวเพื่อรับรู้ถึงความโปรดปราณของอัลลอฮ์ ดังนั้นจาก Ego หนึ่งได้เป็นตัวสร้างและควบคุมดุแล Ego  ทั้งหมด ต่อการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อมนุษยชาติ
            ความกังวลและความเข้มแข็งเป็นสิ่งสำคัญวิญญาณของมนุษย์  ความกังวลที่ปราศจากความเข้มแข้งเป็นตัวทำให้ Moral ของมนุษย์สูงเท่านั้น แต่มิได้เป็นวัฒนธรรมที่นิรันดร์ ในขณะเดียวกันความเข้มแข็งปราศจากความกังวลทำให้เกิดความเสียหายขึ้น วัตถุและวิญญาณจะไม่เจริญหากทั้งสองไม่อยู่ร่วมกัน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ การสร้างมุสลิมคือ Cita and Etis ที่ให้ความสำคัญกับอิสลามและการจัดรูปแบบการปกครองตามที่ได้กำหนดไว้ เป้าหมายอันดับแรกคือ สิ่งสุดท้ายและการเกิดขึ้นของสิ่งสุดท้ายเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายจึงกล่าวได้ว่า  Cita and Etis ที่มีความกังวลเป็นตัวแทนและองค์กรระบบการเมืองอิสลามก็หมายถึง ความสามารถ(พลัง)เพื่อทั้งสองรวมอยู่ด้วยกัน วิญญาณของมนุษยชาติก็จะเป็นที่ยอมรับรัฐตามแบบฉบับอิสลาม เป็นความพยายามเพื่อให้มีรูปแบบของจิตวิญญาณที่อยู่ในองค์กรของมนุษย์
            ตามแนวปรัชญา ทฤษฎีการเมืองอิสลามนั้นสอดคล้องกับที่อิกบาลได้กล่าวไว้คือ ทฤษฎีดังกล่าวได้ถกเถียงเกี่ยวกับ Cita and Etis ที่แน่นอน เป็นทฤษฎีที่ต้องการยกระดับของมนุษย์ให้มีชีวิตที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในด้านจริยธรรม และวัตถุธรรม โดยใช้หลักการและแนวทางที่ได้กำหนดโดยอัลลอฮ์
            ศาสนานั้นดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือ ความพยายามเกี่ยวโยงให้มีความใกล้ชิดกับความแท้จริงของอัลลอฮ์ อิสลามมิใช่เป็นแค่ศาสนาหรือเป็นแค่ชื่อเพื่อนับถือเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วอิสลามเป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิต เป็นแนวทางที่สมบูรณ์สำหรับทุกคนตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ อัลกรุอานได้กล่าวเกี่ยวกับอิสลามที่กว้างขวางนำโดยท่านนบี ดังนั้นอิสลามจึงมีคุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกๆพฤติกรรมของมนุษย์ เกี่ยวกับความ Millat และความเป็นมนุษย์ แก่นหลักของสาสนาคือ อีมาน และแก่นหลักของเป้าหมายคือผลของการมี และการพัฒนาของจิตวิญญาณและการแผ่ขยายของร่างกายมนุษย์ เป้าหมายของการมีชีวิตคือเพื่อให้มีและสร้างความสมบูรณ์แก่ตนเอง ที่รับกับจิตใจและร่างกายของมนุษย์ไปสู่หนทางที่แท้จริง เพราะทุกๆการกระทำเป็นสิ่งจำเป็น อิสลามได้กำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆทุกระเบียบการศรัทธาและจริยธรรมที่สมบูรณ์
            ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงเป็นแนวทางที่มีหลักการที่ดี ไม่สามารถแยกออกเป็นเอกเทศได้ ในอิสลามมีผู้นำ ประชาชน อิหม่าม และปัจเจกชน และไม่สามารถที่จะแยกอยู่กันได้ หลักการมีชีวิตของมนุษย์ สังคม กฎหมายและศาสนา ไม่สามารถแยกจากกันได้เช่นกัน
            แนวคิดของอิกบาล ความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถแยกอยู่กันได้ ความเป็นจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า เมื่อคนๆหนึ่งมองในแง่ของอีกบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเหมือนกับมุมมองของความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ ในอัลกรุอานจะกล่าวถึงทุกๆอย่าง พูดเกี่ยวกับโลกและวิญญาณ ความเป็นจริงวิญญาณกับเขา โลกต้องอยู่ด้วยกัน ในอิสลามคำว่า Materry (ความสัมพันธ์) เป็นวิญญาณที่มีอยู่ในทุกโอกาสและทุกเวลา โลกแห่งความสัมพันธ์นี้เป็นตัวเชื่อม สรุปได้ว่า อิกบาลได้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ Materry เป็นตัวเชื่อมไปสู่จิตวิญญาณ(ควบคุมทุกก้าวย่างของมนุษย์)จากสิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของจิตวิญญาณจะนำพามุสลิมไปสู่ความใฝ่ฝันที่มีคุณค่า เป้าหมายของอิสลาม ต้องการให้มนุษย์มีจริยะธรรมที่ดีในแง่ของพระเจ้าและผู้นำต้องรกษาด้วยรูปแบบของอิสลาม
            ความใฝ่ฝันของอิสลามเป็นจุดเริ่มต้นของการเคารพภักดี ที่ทำให้แต่ละปัจเจกชนแต่ละกลุ่มประสบความสำเร็จ เมื่อสังคมประสบความสำเร็จก็กลายเป็นสังคมที่มีประชาชาติและศาสนาที่สมบูรณ์ที่มีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง
            อิกบาล กล่าวว่า อิสลามยอมรับดังที่กล่าวมาว่า ก็เหมือนกับรูปร่างและจะไม่ยอมรับทางด้านความสัมพันธ์ทางด้านสายเลือด(อิสลามต้องมีความสัมพันธ์ไม่ใช่เฉพาะกับสายเลือดเดียวเท่านั้น) เมื่อมนุษย์มีจิตสำนึกที่ดี ก็จะมีกาสรเคารพต่อพระเจ้ามีความรักอิสลาม และจะให้ความเคารพต่อพี่น้องมุสลิม ผู้นำอิสลาม

ห้องทดลองสมัยใหม่ของอิสลาม
            อิกบาลมีความรู้สึกอย่างจริงใจว่าเพื่อที่จะชุบสังคมอิสลามขึ้นมาใหม่ให้มีชีวิตชีวานั้น  มุสลิมควรมีมาตุภูมิของตนเองเป็นเอกเทศซึ่งจะมีการใช้กฎหมายชารีอะห์อย่างอิสระ  และวิถีชีวิตแบบอิสลามสามารถจะเบิกบานเปล่งความรุ่งโรจน์ของมันออกไปได้  และเนื่องจากอินเดียมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก  มันจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้ทำการทดลองเช่นนั้น (ดังที่ท่านได้แสดงไว้ในคำปราศรัยในฐานะเป็นประธาน  ในการประชุมประจำปีของสันนิบาตมุสลิมทั่วอินเดีย  เมื่อปี  1930)  ศูนย์กลางอิสลามหรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า  ห้องทดลองอิสลามจะถูกตั้งขึ้นอย่างเหมาะสม  เป็นที่ทดลองอย่างกล้าหาญและเปิดเผยของความเป็นอยู่ที่สอดคล้องต้องกับคำสอนของอิสลามในโลกสมัยใหม่  และจะมีการจัดตั้งระเบียบสังคมอันดีงามซึ่งจะพบการแก้ปัญหาอย่างยุติธรรม  และเสมอภาคแก่ปัญหาและข้อลำบากเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งกำลังรบกวนมนุษยชาติอยู่และจะมีการรวมตัวกันอย่างคล้องจองระหว่างวความเชื่อกับการปฏิบัติด้านจิตวิญญาณแะด้านวัตถุ  และโดยส่วนตัวและสังคมซึ่งสามารถจะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ในโลกได้  โดยเฉพาะในโลกมุสลิม
            อุดมคติอันสูงส่งซึ่งถูกเสริมด้วยความเปรื่องปราดในทัศนคติด้านการเมือง  เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่หายากในส่วนอื่น ๆ ของโลกอิสลาม  นี่ตือรากฐานของการเรียกร้องให้ตั้งประเทศปากีสถานขึ้นซึ่งสัมฤทธิ์ผลเมื่อปี  1947  ผู้ก่อตั้งปากีสถานรับมันไว้เป็นพื้นฐานทางอุดมการณ์ของรัฐใหม่และได้ประกาศแก่โลกว่า  วัตถุประสงค์ของพวกเขาก็คือจัดตั้งรัฐใหม่ขึ้นมา  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นห้องทดลองสมัยใหม่ของอิสลาม  ดังนั้นในวันที่  14  ตุลาคม  1947  นายจินนาห์ก็ได้ประกาศว่า
            “ การก่อตั้งปากีสถานซึ่งเราได้พยายามดิ้รรนต่อสู้มาเป็นเวลาสิบปีแล้วนี้  ด้วยพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า  ก็ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้วในวันนี้  แต่การสร้างรัฐของเราเองนั้นเป็นวิถีทางที่จะนำไปสู่หมายหาได้เป็นจุดหมายนั้นเองไม่  ความคิดนั้นมีอยู่ว่าเราควรจะรัฐ  ซึ่งเราสามารถจะอยู่และหายใจได้อย่างอิสระชน  และซึ่งเราสามารถจะพัฒนาได้ตามแสงสว่าง  และวัฒนธรรมของเราเองและเป็นที่ซึ่งหลักการของความยุติธรรมทางสังคมของอิสลามจักมีบทบาทได้อย่างเสรี
            ในทำนองเดียวกัน  นายลิอากัต  อาลี  ข่าน  นายกรัฐมนตรีคนแรกของปากีสถานก็ได้กล่าวที่เมืองราวัลปินดี  เมื่อวันที่  14  มกราคม  1948  ว่า
            “สำหรับเรา  ปากีสถานก็คือห้องทดลองและเราจะแสดงให้โลกเห็นว่า  คำสอนของอิสลามซึ่งเก่าแก่ตั้งพันสามร้อยปี (ปัจจุบัน 1400 กว่าปี / ผู้ทำรายงาน) มาแล้วนั้นยังคงดี  และมีประสิทธิภาพอย่างไร”  และในปี  1950  ท่านก็ได้กล่าวอีกที่เมืองเปชอร์ว่า
            “เราได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งปากีสถานขึ้นเพื่อว่ามุสลิมจะสามารถดำเนินชีวิตของเขาตามคำสอนของอิสลามได้  เราได้รบเร้าที่จะจัดตั้งห้องทดลอง  ซึ่งเราสามารถสร้างรัฐบาลขึ้นตามหลักคำสอนของอิสลาม  ซึ่งยังคงไม่มีใครคู่เคียงได้ในโลกนี้
            อย่างไรก็ตาม  การทดลองอันละเอียดอ่อนเป็นประวัติศาสตร์นี้จะสำเร็จผลได้ก็ต่อเมื่อได้รับการดำเนินไปโดยบุคคลผู้ที่มีศรัทธาอย่างไม่สทกสท้าน  ในชารีอะห์และในความเหนือกว่าอย่างแท้จริงของอารยธรรมอิสลามเท่านั้น  คนเหล่านั้นจะจำต้องอยู่เหนือข้อสงสัยใด ๆ ในเรื่องความกระตือรือร้นและซื่อตรงในลักษณะนิสัย  เพื่อว่าจะได้ไม่มีแรงผลักดันแห่งความเอาแต่ได้  และความเห็นแก่ตัว

อิกบาลและความคิดตะวันออก
ข้าพเจ้าไม่เคยยืมดวงตาของบุคคลอื่นเพื่อมองดู ข้าพเจ้ามองดูโลกใบนี้ด้วยดวงตาของข้าพเจ้าเอง
อิกบาลเป็นนักคิดที่แท้จริง แม้ว่าท่านจะมีประสบการณ์และพัฒนาการที่กว้างขวาง แต่ท่านก็มีทัศนะของท่านเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับนักเขียนคนอื่น ๆ ที่ไม่พ้นจากอิทธิพลทางความคิดของบุคคลรุ่นก่อนหรือปัจจุบัน ท่านไม่เคยได้รับอิทธิพลจากความรู้ภายนอกและบทความภายในชาติเลย ด้วยเหตุดังกล่าว ณ.ที่นี่ เราจะพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของอิกบาลและแนวคิดของนักคิดท่านอื่น ๆ ในชมพู่ทวีป แต่ก่อนที่จะศึกษาเราควรทราบว่าปรัชญาของอิกบาลโดยแท้จริงแล้วจะมีความแตกต่างมากกว่าที่จะเหมือนกับปรัชญาของตะวันออกทั่วไป
            แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ท่านก็เป็นมุสลิม ปรัชญาของอิกบาลกำเนิดจากคำสอนในอัล-กุรอาน อย่างน้อยกวีที่ท่านได้ประพันธ์ขึ้นล้วนแล้วไม่ออกห่างขอบเขตคำสอนของท่านนบี
            อัล-กุรอานได้ชี้อย่างชัดเจนถึงเอกัตภาพ ( individuality ) อัล-กุรปฎิเสธการไถ่บาป โดยการซื้อบัตร ( ของชาวคริสต์ : ผู้แปล ) และการต้องรับผิดชอบต่อบาปของบุคคลอื่น มนุษย์มีสิทธิเหนือความพยายามของตนเองเท่านั้น ความมั่นคงถาวรและเอกราชไม่อาจที่จะบรรลุ ถ้าหากปราศจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา
            ความคิดที่เกี่ยวกับมนุษย์ของท่านก็มีสาเหตุมาจากอัล-กุรอาน มนุษย์จำเป็นต่อการพัฒนาโดยปราศจากการสิ้นสุดและสามารถมีอำนาจเหนือสิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้ ยิ่งมนุษย์มีวิวัฒนาการมากเท่าใด เขาก็จะรู้พระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นท่านก็มีความเห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตเพียงลำพังได้ มนุษย์ต้องมีปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนของอัล-กุรอาน
            ตามทัศนะของอิกบาล สังคมในอุดมคติคือ สังคมที่เหมาะสมพร้อมสำหรับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สอดคล้องกับอัล-กุรอาน
            อาจกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แนวคิดของอิกบาลเกี่ยวกับกาลเวลามีความสอดคล้องกับคำสอนของอัล-กุรอาน ท่านนบีกล่าวว่า จงอย่าทำเล่นๆ กับเวลาเพราะเวลาคือพระเจ้า  เราสามารถยืนยันได้ว่านักคิดท่านนี้ไม่เคยละเลยคำสอนของอัล-กุรอาน
            อิกบาลได้เลือดของ เมาลานา ยาลาลุดดีน รูมี ( 1202-12736 ) ให้เป็นอาจารย์และที่ปรึกษาของท่าน ยาลาลุดดีนเป็นกวีที่มีชื่อเสียงบุคคลนึ่ง อิกบาลได้เล่าถึงฝันครั้งหนึ่งที่เกี่ยวกับท่านยาลาลุดดีน ว่า
ลุกขึ้นเถิด เพื่อเผชิญกับชีวิตใหม่ กับจิตใจที่เต็มไปด้วยพลัง
            “ จงลุกเถิดและจุดความประทีปแห่งศรัทธาของคนที่ยังไม่มีลมหายใจ
             จงลุกเถิดและวางเท้าของท่านบนเส้นทางอื่น ปลดปล่อยความทุกข์โทรกอันข่มขืน
           
จงทำความรู้จักกับตัวเองด้วยศิลปะที่เต็มเปี่ยมด้วยจังหวะ ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า รูมูซีบูคูดี ( Rumuzi – Bukhudi ) ท่านได้กล่าวถึง ท่านรูมีในลักษณะกลอนที่ไพเราะมาก ในหนังสือ ยาวีด นามา ( Javid Nama ) ได้กล่าวถึงการเดินทางของบุคคลทั้งสองในโลกที่สร้างโดยอัลลอฮ เพื่อหาความสง่างามของพระองค์
            ในหนังสือ บาลีลยิบริล ( Balil – Jibril ) ท่านได้เขียนถึงตัวเองในฐานะศิษย์ของท่านรูมี ท่านได้กล่าวถึงความเคารพที่มีต่อท่านรูมี และความต้องการต่อความช่วยเหลือและคำแนะนำ
            ได้อ่านไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนและที่มัสยิด ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการอย่างหนึ่งทางจิตวิญญาณที่เคยพบ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมและท่านเป็นรู้จักในนาม Maulavia แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความแปลกใหม่และความรักที่อิกบาลได้รู้สึกด้วยตนเอง ท่านต้องแลกเพื่อเหตุผลที่เจาะจงชัดเจน ซึ่งปัจจุบันนี้เคยทำด้วยเองเพื่อที่จะพบกับมัน
            จากการสอบสวนเราได้พบว่า ความเท่าเทียมระหว่างแนวคิดของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 2 คนนั้นเพิ่งจะถือว่าเป็นหลักฐาน ซึ่งตรงกันข้ามกับการคาดคะเนทั้งหมด Rumi ได้เคยใช้ชีวิตในรูปแบบหนึ่งซึ่งประกอบด้วยกฎระเบียบและการต่อสู้ เพราะคิดเช่นเดียวกับอิกบาลที่ว่า ความมั่นคงและอิสรภาพนั้นจะนำไปสู่ชัยนะ ทั้งนี้ท่านได้กล่าวไว้ว่า การต่อสู้ที่ไร้ซึ่งคุณประโยชน์นั้นยังดีกว่า Ketembang ที่ไม่ได้ทำ นักกวีทั้ง 2 ท่านนี้มีแนวคิดที่เหมือนกันในเรื่องของความรัก ซึ่งพวกเขาถือเสมือนว่า
ในหนึ่งคำมั่นสัญญาที่ได้พูกมัด ความรักจะช่วยคลี่คลายทุกคำถามของฉัน
ได้มองเห็นในตาฉัน ซึ่งแผ่นดินและแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ ซึ่งไร้พรมแดน
            อิกบาลและ Rumi เชื่อในความสมบูรณ์ของมนุษย์และพวกเขาได้เสี่ยงทายเกี่ยวกับการได้มาของ Ras ( เชื่อสายเผ่าพันธุ์ ) ของมนุษย์ผู้สูงส่ง

อิกบาลกับแนวคิดตะวันตก
การที่อิกบาลได้อาศัยอยู่ที่ตะวันตก ได้ทำให้แนวคิดของท่านเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในขณะนั้น ท่านมีความคิดที่ล่องลอยอยู่ในความสับสน ในการที่จะกำหนดแนวคิดระหว่างการนโนภาพและการกระทำ ท่านไม่ทราบว่าการประนีประนอมทั้งสองลักษณะของการดำเนินชีวิต   ซึ่งต่างก็ได้น้อมโน้มท่านทั้งสองว่าเป็นอย่างไร ในยุโรปท่านประสบและรู้สึกมีความสุขในการทำงานและการต่อสู้ ท่านมีความรู้สึกว่าความว่างเปล่าที่สนับสนุนอุดมการณ์ในตัวของท่าน ซึ่งได้เคยเขียนว่า
อะไรที่พวกท่านเรียกว่ามีชีวิต ว่างเปล่า นอกจากอดทนที่จะละเลย
ดื่มเมาสมัยที่โง่และไม่รู้ตัว ต่อมาท่านก็กล่าวอีกว่า ความมีชีวิตคือการเคลื่อนที่ไป
ข้อกำหนดในลักษณะนี้แหละที่วางระบบให้กับโลก
ในการเดินทางในลักษณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่มันจะหยุดนิ่ง
การหยุดนิ่ง  คือความตาย
มีชีวิต คือถาวร สิ้นสุดตลอดเวลา มันหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา
สิ่งหนึ่งที่มีแน่นอนในโลกนี้ คือ การเปลี่ยนแปลง
และท่านกล่าวอีกว่า ทุกสิ่งที่มีชีวิต ที่ดำรงอยู่ได้เพราะการแข่งขันและการต่อสู่ที่ต่อเนื่องไม่รู้จักยุติ
ฉันมีความสุขอยู่ตลอดเวลา ใต้ฝ้าเท้าของฉันไฟมันลุกอยู่

อิกบาล ไม่เคยถูกครอบงำด้วยอารยธรรมตะวันตก ท่านเพียงแต่สร้างความสงสัยอยู่ในตัวเอง หลักการต่าง ๆที่ถูกสร้างบนฟื้นฐานของวัตถุนิยม จะเห็นเป็นสิ่งที่ง่ายในสายตาของท่าน ท่านได้มองในส่วนนอกที่ถูกสร้างให้มีความสวยงาม ซึ่งไม่สามารถที่จะรอรับการพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา เพียงรัศมีของ ( Ilahi ) เท่านั้นแหละที่สามารถประทานรัศมีประกาย มีความคงทนถาวร
ถึงแม้ยุโรปถูกล้อมรอบด้วยศิลปะและความรู้
แท้จริงแล้วที่ลุ่มแห่งความมืดนี้.การขาดตาน้ำแห่งชีวิต.โอ้ผู้อาศัยแห่งทวียุโรป.
แผ่นดินของพระเจ้านั้น ใช่ว่าร้านค้า.อะไรที่รับประทาน คือว่ามันมีค่า / ราคา.
มันประจักษ์ว่า มันปราศจากค่า.อารยธรรมของท่าน คือการฆ่าตัวใช่ไหม.
ด้วยอาวุธของตัวเอง.ทั้งที่พวกท่านทั้งหลายสร้าง บนความเปราะเปื้อน.
            กิ่งก้าน มันไม่คงทนที่จะต้านใช่ไหม.
            เหมือนเป็นฟองน้ำที่รองรับยุโรป ที่เกือบจะล้มสลาย ขอให้พวกเราได้แลเห็นในตักของเขา มันจะไหลออก
            แต่จะเป็นฉะนั้นก็ตามแต่ อิกบาลซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมยุโรปอย่างกว้างขวาง ก็ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของยุโรปแต่อย่างใด ถึงแม้โดยที่ท่านไม่รู้ก็ตาม จากขบวนการทางความคิดต่าง ๆ ที่ท่านติดต่อตลอดระยะเวลาที่ท่านศึกษาและอยู่ในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว เรามาลองดูว่ามีจุดความเหมือนกันที่พบได้ในระหว่างปรัชญาของอิกบาลกับแนวคิดทางปรัชญาที่มีอิทธิพลของยุโรป ความคิดของกรีกได้สร้างอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป และได้แพร่หลายสู่โลกอิสลาม อิกบาลถือว่าอิทธิพลหลายอย่างที่ได้มีบทบาทต่อวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งมีความแตกต่างกับวัฒนธรรมของกรีก ท่านพยายามลบล้างแนวคิด Helenism ออกจากแนวคิดของอิสลาม อริสโตเติลเองได้รับความสนใจและพบว่ามีความเหมือนกันระหว่างมนุษย์ที่มีความคิด ตามแนวทางอริสโตเติลกับมนุษย์ที่สมบูรณ์ของอิกบาล ในประเด็นอื่นนักปรัชญาทั้งสองมีหลักการเกี่ยวกับโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมองถึง Alam เอกภาพที่คงสภาพมั่นคงของอริสโตเติล อิกบาลได้คิดค้นว่า Alam เอกภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
            นักปรัชญาความคิดนิมยของเยอรมันคนหนึ่ง ได้เขียนผลงานสั้น ๆ เกี่ยวกับความคิดของอิกบาล ซึ่งบางอย่างสอดคล้องกับคาน ( Khan ) ซึ่งเป็นเพื่อนกับท่าน ทั้งสองเชื่อว่า ช่องว่างและเวลา เป็นความจริงที่มีตัวตน ซึ่งอาจพูดได้ว่า จะไม่มีสิ่งหนึ่งที่มีผลจากตัวตน จากความมีตัวตนเกี่ยวกับช่องว่างและเวลา Khan ได้สรุปว่า เราสามารถรู้สรรพสิ่ง เพียงด้วยยามที่มันได้เห็น ที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาของเราเท่านั้น
            อิกบาล ไม่ต้องการที่จะกำหนดขอบเขตของความรู้ในลักษณะความจริงในประสบการณ์ ท่านเชื่อว่ามนุษย์สามารถถึงความสุดยอดที่สมบูรณ์ โดยไม่ผ่านพลังความรู้สึกและอวัยวะสัมผัสของมัน แต่ว่าด้วยความขอความช่วยเหลือจากประสบการณ์ที่ท่านเรียกว่า Intuise  สำหรับอิกบาลได้เห็นหน้ายังพระเจ้า ไม่ใช่เพราะการที่ผ่านอย่างอื่น
            เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและโดยตรง ระหว่างความคิดของอิกบาลและความคิดของ Bergson นั้นมีจริง ๆ
            สิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากบุคคลภายนอก คือ ทั้งสองคนได้แก้ปัญหาต่าง ๆ ของปรัชญาที่เพิ่มพูนให้เต็มความคิดของพวกเขา โดยไม่กลับไปสู่พลังของความรู้สึก นอกจากความสามารถอย่างหนึ่งที่มีลักษณะ Intuise
            ประเด็นปัญหาสำคัญที่ อิกบาลและ Bergson พูดคุยกันได้แก่เรื่องของวัตถุที่อาจอยู่นิ่งและไม่มีพลัง ego ที่สูงสุดคือ พระเจ้า ซึ่งเป็นความจริงที่สูงสุดตามทัศนะของ Bergson








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น