เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
บล็อกนี้ เป็นบล็อกสำหรับทุกคนที่ต้องการรับรู้ถึงสังคมปัจจุบันว่ากำลังดำเนินไปในทิศทางใดและสังเกตุพฤติกรรมของมุสลิมในสังคมว่ามีสภาพว่าเป็นอย่างไร พร้อมกันนี้เพื่อนอิสลามจะคอยเป็นเพื่อนกับทุกท่านที่เข้ามาเยื่ยมชม ซึ่งสิ่งที่เราต้องการ คือ เป็นเพื่อนในอิิสลามของคุณตลอดไป และถ้าหากเห็นว่าบล็อกนี้มีประโยชน์ช่วยเม้นให้ด้วยนะ หรือ ถ้าหากจะต้องการเนื้อหาอะไรก็โพสได้นะครับ ยินดีเสมอครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติ อุมัร อัลค็อฏฏ็อบ ตอนที่ 1



โดยอาจารย์ รอฟลี แวหะมะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี  เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อิสลาม โดยเฉพาะ


1. ชีวิตในปฐมวัยและการเข้ารับอิสลามของอุมัร
1.1 เชื้อสาย  ตระกูล  และอุปนิสัยใจคอของท่านอุมัร
                ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรมีชื่อเต็มว่า  อุมัร ( อัล-ฟารุค ) บุตรอัลค็อฏฏ็อบ บุตรนุฟัยลฺ  บุตรอับดุลอุซซา  บุตรรอบะฮฺ   บุตรกอร์ฏบุตรรอซาห์ บุตรอุดดี บุตรลุอ์อัย บุตรฆอลิบ บุตรฟิฮร์ บุตรอัล-อะดะวีย์ อัล-กุรอชีย์จากตระกูลบนีอาดี เผ่ากุร็อยชฺ
ตระกูลของท่านมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับตระกูลของท่านศาสดา r  กะอับ  บุตรลูอัย  ในสมัยญาฮิลิยะฮฺ ก่อนอิสลามท่านเป็นนักรบที่เก่งกล้ามีความสามารถมากผู้หนึ่ง  ท่านเป็นผู้นำของเผ่ากุร็อยชฺ  และมักจะเป็นตัวแทนของเผ่าในการประนีประนอมกัน  ท่านยังเป็นพ่อค้าพาณิชที่ร่ำรวย  ทำการค้ากับเมือง ชาม  ท่านเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากประชาชนทั่วไป 
                ท่านเป็นผู้ต่อต้านอิสลามอย่างแข็งขัน  จนชาวมุสลิมบางส่วนต้องละทิ้งถิ่นฐานและอพยพไปยัง อบิสสิเนีย ( เอธิโอเปียในปัจจุบัน ) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของแอฟริกา และท่านคอลีฟะฮฺอุมัร เป็นบุคคลที่ท่านศาสนทูตr แห่งอัลลอฮฺ Iได้ขอดุอาต่ออัลลอฮฺIเพื่อดลใจให้น้อมรับอิสลามและเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อิสลามในอนาคต

1.2 การเข้ารับอิสลามของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร

เมื่ออิสลามได้ฉายแสงขึ้น ณ นครมักกะฮ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร   ท่านศาสดามูฮัมมัด r ได้เริ่มเผยแผ่ศาสนาอิสลามอย่างลับ ๆ  สมาชิกจากเผ่าต่าง ๆ ทยอยกันเข้าอิสลามมากขึ้น  หนุ่มห้าวหาญวัย 27 ปี  ไม่พอใจกับการเผยแผ่ดังกล่าว ท่านอุมัรเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านอิสลามอย่างรุนแรง               ( อัลคุฎรีย, มปป: 53 )  แต่ก็ไร้ผล    ยิ่งนานวันจำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งทำให้ท่านอุมัรโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น  เพราะใครก็ตามที่เข้ารับอิสลาม  จะไม่หวนกลับไปสู่ศาสนาของบรรพบุรุษเดิมอีกเลย  แม้แต่สาวใช้ของท่านเองก็ยอมรับนับถืออิสลามด้วย  ท่านอุมัรได้ตบตีเธออย่างเกรี้ยวกราด  แต่ก็ไม่สามารถทำให้เธอกลับใจได้  นอกจากนี้สมาชิกส่วนหนึ่งของตระกูลอะดีย  คือน้องสาวของท่านเองที่มีนามว่าฟาฏีมะฮพร้อมด้วยสามีของนาง  ได้เข้ารับอิสลามแล้วโดยที่ท่านไม่รู้ตัวเลย
6 ปีต่อมา  ท่านอุมัรในขณะนั้นไม่มีความสนใจต่ออิสลามแม้แต่น้อย  เช่นเดียวกับชาวกุร็อยซส่วนใหญ่ที่ไม่สนใจ  อีกทั้งยังกดขี่ข่มเหงมุสลิมอย่างรุนแรง  จนมุสลิมส่วนหนึ่งต้องอพยพไปสู่    อบิสิเนีย ( เอธิโอเปียในปัจจุบัน ) การอพยพดังกล่าวได้สร้างความเครียดแค้นแก่ท่านอุมัรเป็นอย่างมาก  ท่านรำพึงขึ้นว่า ชายคนนี้เป็นตัวการแห่งความยุ่งยากทั้งมวล เขาทำลายความสงบสุขที่เคยมีมาแต่ก่อน เขาแยกลูกจากพ่อ แยกน้องจากพี่ และบัดนี้ผู้ที่เลื่อมใสเขายังต้องระหกระเหินพลัดบ้านเมืองอีก ฆ่ามูฮัมมัด r เสียเถิดความยุ่งยากทั้งมวลจะได้ยุติลง  ( ฟัฎล  อะฮมัด  อ้างถึงในมนัส  วงศ์เสงี่ยม, มปป: 3 )   ความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับได้รับทราบว่าท่านศาสดามูฮัมัดr  กำลังเรียกประชุมแกนนำผู้ศรัทธา  ซึ่งมีบุคคลชั้นแนวหน้าในเผ่ากุร็อยซ  เช่น  ฮัมซอฮบุตรอับดุลมุฏฏอลิบ  อบูบักรและอาลีรวมอยู่ด้วย  ท่านอุมัรรู้สึกโกรธแค้นมากถึงกับคว้าดาบวิ่งออกไปทันที  จุดหมายคือการยับยั้งการประชุมดังกล่าว  ซึ่งท่านถือเป็นการสร้างความแตกแยกในเผ่า  แต่ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย  ท่านได้พบกับนุอัยม  บุตรอับดุลลอฮ     ซึ่งเป็นสมาชิกของเผ่า   อะดียที่เข้ารับอิสลามแล้ว  นุอัยมได้ถามท่านอุมัรว่า จะไปไหน”  ท่านอุมัรตอบว่า จะไปหามูฮัมมัด r ผู้สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวกุร็อยซ  ผู้ที่ประณามศาสนาของพวกเขา  บรรพบุรุษของพวกเขา  มูฮัมมัดr สมควรตายนุอัยมจึงกล่าวว่า  จิตใจของท่านนั้นฮึกเหิมและหลงตัวเองยิ่งนัก  ท่านมั่นใจหรือว่าตระกูลอับดิลมะนาฟจะปล่อยให้ท่านเข้าไปสังหารมูฮัมมัด rโดยง่าย  ท่านไม่ลองกลับไปที่บ้านญาติพี่น้องของท่านก่อนหรือเพราะน้องสาวท่านและสามีของนางได้เข้ารับอิสลามเรียบร้อยแล้วเหตุที่นุอัยมพูดเช่นนั้น  เพราะกลัวว่าท่านอุมัรจะเดินทางไปสังหารท่านศาสดามูฮัมมัด r จริง  ซึ่งท่านอุมัรสามารถทำได้  แม้การพูดเช่นนั้นอาจทำอันตรายแก่สองสามีภรรยา แต่นั่นก็ช่วยให้ท่านศาสดามูฮัมมัดr  ได้รับความปลอดภัย ซึ่งเป็นไปตามที่นุอัยมคาดคิด  เพราะอุมัรได้เปลี่ยนใจมุ่งตรงไปยังบ้านน้องสาวทันที ( มะฮมูด  ชากีร, 1991:116 )
การเปลี่ยนใจดังกล่าว  คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนการศรัทธาของท่านอุมัร  แม้ท่านจะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่แข็งกระด้าง  แต่จิตใจของท่านนั้นมีความอ่อนโยนอยู่บ้าง  หากไม่มีคำพูดหรือการกระทำใด ๆ มาสร้างความโกรธแก่ท่าน  ท่านจะเป็นคนอ่อนโยนเรียบร้อยมาก  แม้ท่านจะต่อต้านอิสลามแต่ท่านก็ยอมรับในเหตุผล มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้เดินผ่านกลุ่มมุสลิมที่กำลังอพยพไปยังอบิสิเนีย ท่านได้ถามหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวอะดียว่า สามีของนางไปด้วยใช่ไหม”  นางตอบว่า ใช่  พวกเราอพยพออกจากที่นี่ไปสู่แผ่นดินของอัลลอฮ I   หนีจากการข่มเหง ทำร้ายและการทารุณจนกว่าพระองค์จะให้ทางออกที่ดีแก่เราท่านอุมัรจึงกล่าวว่า ขออัลลอฮ I ทรงเดินทางร่วมกับพวกท่าน”  นางรู้สึกแปลกใจมากต่อคำอวยพรดังกล่าว ซึ่งนางไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย (มะฮมูด  ชากิร , 1991:118 )
หลังจากทราบข่าวจากนุอัยม ท่านอุมัรได้มุ่งตรงไปยังบ้านของน้องสาวอย่างรีบร้อน  ในขณะนั้นท่านค็อบบาบ กำลังให้บุคคลทั้งสองอ่านคัมภีร์อัลกุร้านอยู่ ครั้นได้ยินเสียงเขย่าประตูของท่านอุมัร  ทั้งสองรู้สึกกลัวจนตัวสั่น  ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตรายที่จะได้รับ  เธอรีบซ่อนคำภีร์ อัลกุรอานไว้ในเสื้อ  ซึ่งในขณะนั้นเองค็อบบาบ ได้ปลีกตัวหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน  ปล่อยให้ฟาฏีมะฮอยู่เผชิญหน้ากับท่านอุมัร  แล้วเธอจึงลุกเปิดประตู  เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว  ท่านอุมัรได้ถามน้องสาวว่า ฉันได้ยินพวกเจ้ากำลังท่องอะไรอยู่ ทั้งคู่ตอบปฏิเสธว่าไม่มี ท่านอุมัรรู้สึกโกรธมาก และบอกแก่ทั้งสองว่าเขารู้ว่าทั้งสองเข้ารับนับถือศาสนาของมูฮัมมัดr เสียแล้ว  ท่านอุมัรได้ดุว่าทั้งสองและเข้าทำร้ายสามีของนาง  นางจึงลุกขึ้นปกป้องสามี  จนได้รับบาดเจ็บอีกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งสองจึงหมดความกลัวและกล่าวว่า ถูกต้อง  เราทั้งสองเข้ารับอิสลามแล้ว เราศรัทธาต่ออัลลอฮ I  และศาสนทูตของพระองค์ พี่จะทำอะไรก็เชิญ เราไม่กลัวแล้ว เมื่อท่านอุมัรเห็นว่าทั้งสองยอมรับและเห็นเลือดที่ไหลออกมาจากใบหน้าน้องสาว  ท่านรู้สึกเสียใจต่อการกระทำ  ท่านสงบลงเล็กน้อย และกล่าวอย่างนุ่มนวลกับน้องสาวว่า ขอให้ฉันดูหนังสือที่พวกท่านอ่านอยู่  ฉันจะดูสิว่ามูฮัมมัดr   นำอะไรมาให้พวกเจ้า นางจึงกล่าวกับพี่ชายว่า ท่านสัญญาก่อนว่าจะไม่ทำลายหนังสือนั้นและส่งคืนเมื่ออ่านเสร็จ เมื่อท่านอุมัรจะจับหนังสือ เธอก็กล่าวว่า ตัวท่านยังสกปรกจากการไม่ศรัทธาของท่าน  ถ้อยคำในนั้นผู้มีความสะอาดเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ ท่านอุมัรจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำ  และเมื่อท่านอุมัรอ่านแล้วใบหน้าของท่านเปลี่ยนไปทันที ท่านรู้สึกเสียใจต่อการกระทำทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ท่านกำลังอ่านนั้นทำให้รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง  เกิดความหวาดหวั่นในพระบารมีแห่งอัลลอฮI ไปทั่วทุกขุมขน  หยาดน้ำตาแห่งความรู้สึกสำนึกผิดไหลอาบแก้มด้วยน้ำเสียงอันสั่นสะท้าน ท่านกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า ถ้อยคำเหล่านี้เป็นของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน มันเป็นถ้อยคำที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา ค็อบบาบผู้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด ได้ออกจากที่ซ่อนและกล่าวกับท่านอุมัรว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ I ฉันหวังว่าอัลลอฮI จะเปิดหัวใจให้ท่าน ด้วยการขอพรของท่านศาสดามูฮัมมัดr กล่าวว่า โอ้อัลลอฮI       ขอพระองค์ทรงให้อิสลามได้ยืนหยัดด้วยน้ำมือของท่านอุมัรบุตรอัลค็อฏฏ็อบด้วยเถิด ”    (อัลอักก็อด, 1990:83)
ด้วยหัวใจที่ชุ่มช่ำไปด้วยพลังศรัทธาอันใหม่  ท่านได้ออกจากบ้านน้องสาวในทันที  จุดหมายปลายทางคือที่ประชุมของท่านศาสดามูฮัมมัดr เป้าหมายก่อนหน้านั้นที่จะไปสังหารท่านศาสดา rเปลี่ยนเป็นการถวายชีวิตรับใช้อิสลาม เมื่อท่านอุมัรไปถึงที่ประชุม       ท่านได้รับอนุญาตจากท่านศาสดามูฮัมมัดrโ ดยท่านศาสดามูฮัมมัดr ได้ถามท่านอุมัรว่าต้องการอะไรถึงมาที่นี่ ท่านอุมัรตอบว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮI     ฉันมาที่นี่เพื่อขอน้อมรับอิสลาม  ศรัทธาต่ออัลลอฮ I     และศาสนทูตของพระองค์และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทานมา  คำตอบของท่านอุมัรได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมนั้นและสร้างความยินดีเป็นที่สุดให้แก่ท่านศาสดามูฮัมมัดr  ท่านได้กล่าวตักบีร อัลลอฮุอักบัร “ ( อัลลอฮผู้เกรียงไกร ) ด้วยเสียงอันดัง  อันเป็นเครื่องหมายแสดงว่าอุมัรได้เข้ารับอิสลามแล้ว ( อัลอักก็อด, 1990:85 )
หลังจากท่านศาสดามูฮัมมัดrได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศศาสนาอิสลาม ท่านต้องประกาศศาสนาอย่างลับ ๆ ในหมู่เครือญาติ และคนสนิทเท่านั้นเพราะเกรงกลัวอันตรายจากผู้ที่ไม่ศรัทธา  ท่านใช้เวลาอยู่ 6 ปี จนกระทั่งอัลลอฮI ได้ทรงสั่งใช้ให้ท่านประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยในโองการที่มีใจความว่า  มูฮ้มมัดจงเปิดเผยในสิ่งที่เจ้าถูกสั่งใช้ (ให้เผยแผ่ศาสนา )และจงหันห่างจากพวกที่ตั้งภาคี (อัลฮิจร : 94 )  พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงประทานความโปรดปรานผ่านมายังตัวท่านอุมัรเพราะการเข้าอิสลามของอุมัรนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านศาสดามูฮัมมัดr กล้าที่จะประกาศศาสนาอิสลามอย่างเปิดเผย  ซึ่งก่อนหน้านี้การเผยแผ่อิสลามเปรียบเสมือนเด็กอ่อนที่ต้องได้รับการดูแลคุ้มครองเป็นอย่างดี  และบัดนี้มันเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถปกป้องคุ้มครองตัวเองได้แล้ว การประกาศศาสนาของท่านศาสดามูฮัมมัดr อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ 2 ท่านด้วยกันคือฮัมซะฮบุตรอับดุลมุฏฏอลิบ ( ลุงของท่าน และอุมัรบุตรอัลค็อฏฏ็อบ            ( มะฮมูด  ชากิร , 1991:126 )

1.3 การได้รับแต่งตั้งเป็นคอลิฟะฮ

หลังจากท่านศาสดามูฮัมมัด r เสียชิวิตลง  ท่านคอลีฟะฮฺอบูบักรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคอลีฟะฮคนแรก ในช่วงเวลาเพียง 2 ปีที่ท่านคอลีฟะฮฺอบูบักรดำรงตำแหน่งนี้  ท่านได้ปรึกษาหารือกิจการสำคัญต่าง ๆ กับท่านอุมัรอยู่เสมอ  โดยเฉพาะในเรื่องที่มีการพิพาทกัน ท่านอุมัรจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ตัดสิน เมื่อท่านอบูบักรล้มป่วยลงท่านรู้สึกว่าชีวิตใกล้จะสิ้นสุดแล้ว  ท่านหวั่นใจว่าหากท่านละทิ้งการแต่งตั้ง         คอลีฟะฮคนที่ 2 ต่อจากท่าน โดยให้บรรดามุสลิมทำการปรึกษาหารือกันเอง  อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกันและก่อให้เกิดผลเสียหายต่ออาณาจักรอิสลามได้  เพราะในขณะนั้นเหล่ากองทหารมุสลิมกำลังทำสงครามอยู่ในเปอร์เซียและแคว้นชาม  ท่านจึงพิจารณาถึงบุคคลสองท่านด้วยกันคืออุมัรบุตรอัลค็ฏฏ็อบ       กับอลีบุตรอบีฏอลิบ ท่านอบูบักรได้ตัดสินใจเลือกท่านอุมัรด้วยเหตุผลหลายประการดังที่กล่าวข้างต้น แต่ท่านไม่ได้ตัดสินใจเพียงลำพัง  ท่านได้ปรึกษาหารือกับอับดุลเราะฮมานบุตรเอาฟ อุษมานบุตรอัฟฟานและผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ทุกท่านต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอุมัรเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งดังกล่าว
ท่านท่านอุมัรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคอลิฟะฮฺ ต่อจากท่านอบูบักรฺ      เพื่อสืบทอดตำแหน่งก่อนที่ท่านอบูบักรฺ จะเสียชีวิต  ทั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมของ ศอฮาบะฮฺที่ต่างก็พร้อมใจกันเสนอให้ ท่านอุมัรเป็นคอลิฟะฮฺที่สอง  มติจากที่ประชุม  ครั้งนั้น  ท่านอุษมานได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานก่อนสิ้นอายุขัยของ   คอลิฟะฮฺคนแรก

 

การแถลงนโยบายของรัฐ

                หลังจากที่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้รับแต่งตั้งให้เป็นคอลิฟะฮฺโดยมีพิธีกล่าวสัตยาบันแล้ว  ท่านก็ได้แถลงนโยบายในการปกครองของท่าน  ประโยคสำคัญบางประโยคมีดังนี้  “ อันที่จริง ชาวอาหรับนั้นเป็นคนว่านอนสอนง่าย เสมือนอูฐที่คล้อยตามเจ้าของเมื่อถูกจูง สำหรับข้าพเจ้านั้น ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งวิหารกะบะฮ์  ข้าพเจ้าจะพาพวกเขาเหล่านั้นไปสู่หนทางที่ถูกต้อง

1.4  ความประเสริฐของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร

                1.4.1 ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกับความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ I

ท่านคอลีฟะฮฺอุมัร (รอดิยัลลอฮุอันฮู) มักจะถือฟางเส้นหนึ่งไว้ในมือของท่านอยู่เสมอและกล่าวว่า ฉันอยากจะ เป็นฟางอย่างนี้บางครั้งท่านก็พูดว่า ฉันอยากที่จะให้แม่ของฉันไม่ต้องคลอดฉันออกมาครั้งหนึ่งเมื่อท่านกำลังสาละวนอยู่กับงานสำคัญบางอย่าง เมื่อมีชายคนหนึ่งมาหาท่าน และ ร้องเรียนเรื่องเดือดร้อนบางอย่าง และขอร้องให้ท่านช่วยจัดการให้ ท่านคอลีฟะฮฺอุมัร ได้ฟาดหลังเขาไปด้วยแซ่หนึ่งที และ กล่าวว่า เมื่อฉันออกนั่งเพื่อจะตัดสิน แกก็ไม่มาหาฉัน แต่เมื่อฉันกำลังมีงานสำคัญอื่นๆอยู่ แกก็มารบกวนฉันด้วยเรื่องเดือดร้อนชายผู้นั้นก็ได้เดินจากไป แต่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้ให้คนไปตามเขามาและได้ยื่นแซ่ให้กับเขา พร้อมกับกล่าวว่า ท่านเฆี่ยนฉันได้เดี่ยวนี้เลย เพื่อให้สมดุลกันเขากล่าวว่า ฉันอภัยให้แก่ท่านเพื่อเห็นแก่อัลลอฮI ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกลับบ้าน ละหมาดสองรอกาอัตเพื่อขออภัยโทษต่ออัลลอฮIและตำหนิตัวเองโดยกล่าวว่า โอ้อุมัรแต่ก่อนเจ้าเคยต่ำต้อย แต่อัลลอฮI ได้ยกเจ้าให้สูง เจ้าเคยหลงทางผิดแต่อัลลอฮ I ได้นำทางเจ้า   เจ้าเคยอยู่ที่ต่ำ แต่อัลลอฮI ได้ให้ความสูงส่งแก่เจ้าและได้ให้อำนาจแก่เจ้าเหนือผู้คนของพระองค์เมื่อมีคน หนึ่งในหมู่พวกเขามาหาและถามเจ้า เพื่อให้ช่วยเหลือจัดการเรื่องที่ได้มีผู้กระทำผิดต่อเขา และเจ้ากลับตีเขา เจ้ามีคำตอบเช่นใดต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮ Iเขาตำหนิตัวเองอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน
 ครั้งหนึ่งท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกำลังออกตรวจตราทางไปฮาราห์ ( ชานเมืองของกรุงมะดีนะฮ ) พร้อมกับทาสของท่านคนหนึ่งชื่ออัสลาม เมื่อท่านได้มองเห็นแสงไฟลิบๆ อยู่ใน ทะเลทราย ท่านจึงกล่าวว่า ดูเหมือนจะมีแคมป์อยู่ อาจเป็นกองคาราวานที่ยังไม่ได้เข้าเมือง เนื่องจากมืดเสียก่อนก็ได้ เรา ต้องไปช่วยดูแลและจัดการเรื่องความปลอดภัยให้แก่เขาในยามค่ำคืนจะดีกว่าเมื่อท่านไปถึงที่นั่น ท่านพบ ผู้หญิงคนหนึ่ง และเด็ก สอง สาม คน เด็กๆ กำลังร้องไห้หญิงคนนั้นได้ตั้งหม้อน้ำไว้บนเตาไฟ ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้กล่าว ทักทายเธอด้วยการให้สลาม และเมื่อเธออนุญาตแล้วจึงเข้าไปหาเธอ คอลีฟะฮฺอุมัร เด็กๆ ร้องไห้กันทำไม ?” ผู้หญิงตอบว่า เพราะว่าพวกเขาหิวท่านคอลีฟะฮฺอุมัรถามว่า มีอะไรอยู่ในหม้อนั้นเล่า ?” ผู้หญิงตอบว่า มีแต่น้ำ เพื่อให้เด็กได้เห็นและสบายใจ เขาจะได้นอนหลับ โดยมีความเชื่อว่า อาหารกำลังถูกจัดเตรียมสำหรับพวกเขา โอ้ อัลลอฮI  จะเป็นผู้ตัดสินระหว่างท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกับฉัน ในวันตัดสินพิพากษา เนื่องจากการปล่อยปะละเลยฉันให้อยู่ในสภาพทุกข์ยากท่านคอลีฟะฮฺอุมัรสะอื้นร้องไห้พลางกล่าวว่า ขออัลลอฮI  ได้โปรดเมตตานางด้วยเถิด แล้วท่านคอลีฟะฮฺอุมัรจะรู้ถึงความทุกข์ของนางได้อย่างไรเล่า ?” ผู้หญิงกล่าวว่า เมื่อเขาเป็นอะมีรของเราเขาควรได้รับการบอกเล่าถึงเรื่องของเรา
ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้เดินทางกลับไปในเมือง และรีบตรงไปยังบัยตุลมาล เพื่อเอากระสอบไปใส่แป้ง  อินทผลัม ไขมัน  และเสื้อผ้า และไปถอนเงินมาเช่นกันเมื่อกระสอบถูกบรรจุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้กล่าวกับอัสลาม ว่า เอากระสอบนี้วางบนหลังฉันอัสลามอัสลามตอบว่า ไม่ครับ อามีรุลมุอมินีนฉันจะแบกกระสอบนี้ไปเองท่านคอลีฟะฮฺอุมัรปฏิเสธไม่ยอมรับฟัง อัสลามถึงแม้เขาจะยืนกรานขอร้องเพื่อขออนุญาตให้เขาได้แบกกระสอบนั้นก็ตาม และ ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกล่าวว่า อะไร เจ้าจะแบกน้ำหนักของฉันในวันตัดสินพิพากษากระนั้นหรือ ? ฉันต้อง แบกกระสอบนี้เองเพราะฉันเองจะถูกสอบสวน ( ในวันโลกหน้า )เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้อัสลามค่อยๆวางกระสอบลงบนหลังอุมัร ด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ  ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรก็แบกไปด้วยความ ว่องไว ตรงไปยังที่อยู่ของผู้หญิงคนนั้น อัสลามเดินตามติดๆ มาข้างหลังของท่านอย่างกระชั้นชิด ท่านได้เอา แป้งนิดนึง อินผาลัมสอง สาม ผลและไขมันใส่ลงไปในน้ำและเริ่มคนไปมาท่านเป่า    ( ด้วยปากของท่าน ) ให้ไฟ ลุก อัสลามพูดว่า ฉันได้แลเห็นควันไฟพลุ่งพล่านเผาเคราอันดกของท่านสักครู่หนึ่งหม้ออาหารก็เรียบร้อย ท่านได้ยกอาหารให้ครอบครัวนั้นด้วยตัวของท่านเองเมื่อนาง และครอบครัวได้กินจนอิ่มแล้ว ท่านได้นำอาหารที่เหลืออยู่อีกนิดหน่อยเพื่อไว้สำหรับมื้อต่อไป เด็กรู้สึกมีความ สุขหลังรับประทานอาหารแล้ว และเริ่มเล่นกันอย่างสนุกสนาน หญิงผู้นั้นรู้สึกเป็นพระคุณอย่างมากจึงได้ กล่าวขึ้นว่า ขออัลลอฮI  ทรงตอบแทนในความกรุณาของท่าน แท้ที่จริงแล้วท่านควรดำรงตำแหน่งคอลิฟะฮแทนท่านคอลีฟะฮฺอุมัรท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้ปลอบใจเธอและกล่าวว่า เมื่อเธอมาหาคอลิฟะฮ เธอจะพบฉันที่นั่นท่านได้นั่งอยู่ที่นั่น สักครู่หนึ่ง และเฝ้าดูเด็กๆ แล้วท่านได้เดินทางกลับมะดีนะฮ ในระหว่างที่ท่านเดินทางกลับท่านได้กล่าว กับอัสลามว่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าฉันนั่งอยู่ตรงนั้นทำไม อัสลาม ?” “ฉันได้เห็นพวกเด็กๆร้องไห้ ฉันจึงอยากเห็นเขาหัวเราะ สักครู่หนึ่งเป็นที่เล่ากันว่า ในขณะที่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกำลังนำละหมาดหะญัร ท่านเคยอ่านซูเราะห์ กอฟและ ตอ ฮาและซูเราะห์ ในทำนองนั้นในละหมาดของท่าน และท่านได้ร่ำไห้เสียจนเสียงของท่านนั้นได้ยินไปถึงแถวหลังอีกหลายแถว ครั้งหนึ่งท่านอ่าน ซูเราะห์ ยูซุฟ ในละหมาดหะญัร เมื่อท่านอ่านมาถึงโองการ ฉันเพียงแต่ร้องทุกข์ความเศร้าสลดใจ และความระทมของฉันต่ออัลลอฮI ” ( ยูซุฟ : 86 ) ท่านสะอื้นจนไม่สามารถอ่านต่อได้ ในการละหมาดตะฮัจญูดของท่าน บางครั้งท่านถึงกับลงไปฟุบกับพื้น และ ไม่สามารถละหมาดต่อไปได้อีก เพราะท่านร้องไห้อย่างหนัก นั่นคือ ความเกรงกลัวในอัลลอฮI ของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร ซึ่งชื่อเสียงของท่านนั้นทำให้บรรดากษัตริย์ผู้เรือง อำนาจในสมัยของท่านต้องรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในหัวใจของพวกเขา  

 1.4.2 ค่าใช้จ่ายประจำวันของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร
ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรเลี้ยงชีพด้วยการค้าเช่นกัน เมื่อท่านได้รับตำแหน่งคอลีฟะฮ    หลังจากท่านคอลีฟะฮฺอบูบักรแล้ว ท่านได้รวบรวมผู้คนแล้วกล่าวกับพวกเขาว่า ฉันหาเลี้ยงชีพกับการค้า เท่าที่พวกท่านได้มอบหมายให้กับฉันทำหน้าที่เป็นคอลิฟะฮ ฉันจึงไม่สามารถทำธุรกิจของฉันได้ แล้วฉันจะเอาที่ไหนมาเลี้ยงชีพกันเล่า??” มีผู้เสนอความเห็น ต่างๆกัน ในจำนวนเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน จากบัยตุลมาล อาลี(รอดิยัลลอฮุอันฮู )ไม่ได้เสนออะไร โอ้ อาลี ท่านมีคำแนะนำอย่างไร??” อาลีตอบว่า ฉันขอแนะนำว่า ท่านควรเอาไปในจำนวนที่ จะเป็นการเพียงพอ กับครอบครัวของท่านท่านคอลีฟะฮฺอุมัรจึงยอมรับข้อเสนอของอาลี และเงินจำนวนเล็กน้อยนี้ถูกกำหนดให้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ของท่าน หลังจากนั้นมีผู้คนบางคนรวมทั้ง อาลี , อุษมาน, ซุเบร และ ตัลฮา ได้ให้ข้อเสนอว่า ค่าใช้จ่าย ของอุมัรนั้นควรเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ไม่มีใครกล้าเสนอต่อท่านคอลีฟะฮฺอุมัร ผู้คนได้ไปพบกับ ฮัฟเซาะห์ บุตรสาวของท่านเอง และขอร้องให้เธอลองสืบดูปฏิกิริยาของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรต่อข้อเสนอนี้ โดยไม่บอกชื่อบุคคลเหล่านั้นที่เสนอ เมื่อฮัฟเซาะได้พูดเรื่องนี้กับท่านคอลีฟะฮฺอุมัร จึงเกิดความโกรธ และกล่าวว่า ใครเป็นคนนำข้อเสนอนี้มา??” ฮัฟเซาะห์ตอบว่า ขอให้ฉันได้รู้ความเห็นของท่านก่อนท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกล่าวว่า ถ้าฉันรู้ว่าเขาเป็นใคร ฉันจะฟาดหน้าเขา ฮัฟเซาะห์บอกพ่อซิ ชุดแต่งตัวที่ดีที่สุดของท่านศาสดาr นั้นเป็นอย่างไร ??” ฮัฟเซาะห์ตอบว่า มีเสื้ออยู่สองตัวสีแดงๆ ซึ่งท่านศาสดาrใส่มันในวันศุกร์ และขณะออกต้อนรับ คณะเดินทางท่านคอลีฟะฮฺอุมัร  อาหารชนิดใดที่ดีเลิศที่สุดที่ท่านศาสดาrเคยรับประทานที่บ้านของเจ้า??” ฮัฟเซาะห์ตอบว่า ขนมปังที่ทำด้วยข้าวบาร์เล่ อย่างง่ายๆ เป็นอาหารอย่างเดียวที่เราเคยรับประทาน วันหนึ่งฉันทาขนมปังชิ้นหนึ่งด้วยเศษเนยที่ยังเหลือติดอยู่ที่ก้นกระป๋องและท่านได้รับประทานด้วยความเอร็ดอร่อย และยังได้แบ่งมันให้กับผู้อื่นด้วยท่านคอลีฟะฮฺอุมัรถามว่า เตียงนอนที่ดีที่สุดที่ท่านศาสดาrใช้ในบ้านของลูกนั้นเป็นอย่าง ไร??” ฮัฟเซาะห์ตอบว่า มันเป็นผ้าหนาๆ ผืนหนึ่ง ในฤดูร้อนจะปูทับเป็นสี่ชั้นและในฤดูหนาวจะปูทับเป็นสองชั้น ครึ่งหนึ่งท่านปูทับไว้ด้านล่าง อีกครึ่งหนึ่งท่านใช้สำหรับห่มตัวท่านท่านคอลีฟะฮฺอุมัรกล่าวว่า ฮัฟเซาะห์ ไปบอกกับผู้คนเหล่านี้ว่า ท่านศาสดาrได้วางมาตรฐาน โดยแบบฉบับของตัวท่าน ฉันจะปฏิบัติตามท่าน แบบฉบับของฉันและสหายของฉันอีกสองคน นั้นคือ ท่านศาสดาrกับท่านอบูบักร เป็นเสมือนคนสามคนได้เดินทางไปบนถนนสายเดียวกัน ชายคนแรกออกเดินทางด้วย ปัจจัยหนึ่ง และไปถึงที่หมาย คนที่สองติดตามคนที่หนึ่งไปและไปรวมอยู่กับเขา ขณะนี้คนที่สามกำลังอยู่ ระหว่างการเดินทางของเขา ถ้าเขาตามแนวทางของบุคคลทั้งสองนี้ เขาก็จะไปรวมกับพวกเขา หาไม่แล้ว เขาจะไม่มีวันไปถึงพวกนั้นเลยที่กล่าวนั้น เป็นชีวิตของผู้คน ผู้ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของบรรดากษัตริย์ของโลกนี้ เขามีชีวิตอยู่ อย่างง่ายอะไรเช่นนั้น
 ครั้งหนึ่งท่านกำลังขึ้นอ่านคุตบะฮ เป็นที่สังเกตกันว่า เสื้อท่อนล่างของท่านนั้น มีรอยปะ อยู่ตั้งสิบสองแห่งรวมทั้งที่ใช้แผ่นหนังปะชุนไว้ด้วยแห่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งท่านมาถึงที่ละหมาดญุมอัตช้าไป จึง บอกกับที่ชุมนุมว่า ขออภัยด้วยพี่น้อง ฉันมาถึงช้าเพราะฉันมัวแต่ซักเสื้อผ้าของฉันอยู่ และฉันไม่มีเสื้อตัว อื่นที่จะใส่อีกแล้วครั้งหนึ่งขณะที่ท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น เมื่ออุตบะห์ บิน อะลี ฟัรคาค ขออนุญาต เพื่อจะเข้าพบ ท่านอนุญาตให้เขาเข้ามา และชวนให้เขาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอุตบะห์เริ่มลงมือทาน แต่ขนมปังมันหยาบเหลือเกินจนกระทั่งเขากลืนมันไม่ลง เขากล่าวว่า ทำไมถึงไม่ใช้แป้งดีๆ ทำขนมปังเล่าอุมัรท่านคอลีฟะฮฺอุมัรถามว่า มุสลิมทุกคนสามารถที่จะใช้แป้งดีๆ ทำขนมปังของเขาได้หมดไหม ???” ท่านคอลีฟะฮฺอุตบะห์ตอบว่า ไม่ ทุกคนทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกท่านพูดว่า อะไรกัน ท่านต้องการให้ฉันใช้ ความสนุกรื่นเริงของฉันทั้งหมดไปเกลี้ยงในโลกนี้กระนั้นหรือ?” มีเรื่องในลักษณะเช่นนี้อีกพันๆเรื่อง เราควรรักษาชีวประวัติของศอฮาบะฮไว้เพื่อเป็นอุดมคติ เลิกฟุ่มเฟือย และใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเพื่อเป็นมาตรฐานในชีวิตประจำวันของเราในโลกนี้

1.4.3 อุมัรกับความยุติธรรม

คุณลักษณะที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺก็คือ ความยุติธรรมจนกระทั่งได้รับสมญานามจากว่าท่าน ศาสดามูฮัมมัดr อัลฟารุก”(ผู้แยกความจริงออกจากความเท็จ)(อัสสูยูฏียฺ,มปป.27) อันหมายถึงสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมซึ่งได้รับการยกย่องจวบจนถึงปัจจุบัน
  ความยุติธรรมของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺ  มีสาเหตุสำคัญดังนี้
1.                                     เป็นมรดกสืบทอด ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺมาจากตระกูล อะดียฺซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นตระกูลที่มีเกียรติ แม้จะมีทรัพย์สินและประชากรจำนวนน้อยก็ตาม แต่คนในตระกูลก็มีการศึกษา มีความรู้ ความสามารถ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ตระกูลอะดียฺได้รับเกียรติให้เป็นทูตสัมพันธไมตรีและเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในกรณีที่เกิดการพิพากกันในเผ่ากุร็อยซฺและเผ่าอื่นๆตระกูลอะดียฺ จึงทำหน้าที่เป็นผู้ไกลเกลี่ยเรื่องราวการขัดแย้งต่างๆให้เผ่ากุร็อยซฺตลอดมา
คุณลักษณะดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อมาทั้งในเรื่องวาทศิลป์ การโต้เถียงอย่างมีเหตุผลและความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ได้ฝังลึกอยู่ในตัวของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺ ด้วยเหตุนี้ทั้งเชื้อสายและสภาวะแวดล้อมต่างเป็นใจและเตรียมพร้อมให้ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้เรียนรู้ถึงการตัดสินด้วยความยุติธรรมตั้งแต่นั้นมา

2. ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้สัมผัสกับการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจากเผ่าอื่นๆ เนื่องมาจากตระกูลของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺมีประชากรและทรัพย์สินน้อย โดยเฉพาะในช่วงที่พ่อของท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นต้องประสบกับความยากลำบาก ต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่อาศัย เข้าไปรวมอยู่กับเผ่าอื่นที่เป็นพันธมิตรกันให้ช่วยคุ้มครอง สภาพการณ์ยังคงอยู่อย่างนี้จนกระทั่งท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้เข้ารับอิสลาม
       ช่วงชีวิตของท่านตั้งแต่ยังเล็กจนเป็นหนุ่ม ได้รับการเลี้ยงดูและปฏิบัติอย่างหยาบกระด้างจากผู้เป็นพ่อ ท่ามกลางความไม่เป็นธรรมของสังคมสมัยนั้น ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ถูกอธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อท่านดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งศรัทธาชน ท่านจะเอาจริงเอาจังในเรื่องการทุจริตและความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างมาก  ท่านอับบาส อัลอักก็อด ได้กล่าวไว้ในหนังสืออับกอรียะฮอุมัรฺว่าการที่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺบุตรอัลค็อฏฏ็อบเป็นผู้รักความยุติธรรมนั้น ก็เพราะว่าตระกูลอะดียฺของท่านได้ลิ้มรสความอธรรมจากเผ่าอื่นๆที่ชอบการรุกรานเป็นชีวิตจิตใจ ความโกรธแค้นของผู้ถูกอธรรมได้ฝังลึกอยู่ในหัวใจของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร  และความรักในความยุติธรรมได้ก่อตัวขึ้นในตัวของท่านสิ่งนี้ได้กระตุ้นให้ท่านกลายเป็นผู้ที่รักในความยุติธรรมที่สุดในหมู่ญาติพี่น้องและเผ่าของท่าน”(อัลอักก็อด .1990 :35)
       เมื่อท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺเข้ารับอิสลามซึ่งเป็นศาสนาที่ให้ความยุติธรรม และความเสมอภาคแก่มวลมนุษย์ทุกคน อิสลามมีคำสอนว่าความยุติธรรมเป็นหัวใจของความประเสริฐทั้งมวล ท่านจึงถือเอาอิสลามขัดเกลาจิตใจที่รักความยุติธรรมของท่านจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดของคุณค่าแห่งความยุติธรรม ซึงเป็นที่ประจักษ์ชัดมาแล้วเมื่อท่านศาสดามูฮัมมัดr ได้ใช้ให้ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรเป็นผู้พิพากษา ทำหน้าที่แทนอยู่บ่อยครั้งสิ่งนี้ถือเป็นการปูทางให้ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้รับประสบการณ์มาสั่งสมตามแนวทางของท่านศาสดามูฮัมมัดr ต่อมาในสมัยท่านอบูบักรฺ อุมัรฺก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดังกล่าวเรื่อยมา ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรฺได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งขั้นรุนแรงใดๆเกิดขึ้นเลยเนื่องจากประชาชนรู้ดีถึงความเด็ดขาดในการตัดสินใจของอุมัรฺเป็นอย่างดี(อัฏฏอมาวียฺ,1969:42)

1.5  การอุทิศตนเพื่อรอซูล
                ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรได้อุทิศตนรับใช้ศาสนา ท่านคอยติดตามท่านศาสดามูฮัมมัดr  ทุกฝีก้าวทุก      สมรภูม ท่านอิมามนาวาวียกล่าวว่า ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรจะอยู่เคียงค้างท่านศาสดามูอัมมัดr  ตลอดเวลา รวมทั้งได้ยืนยัดอยู่กับท่านในสงครามอุฮุดด้วย” ( อัสสุยูฏีย,มปป : 134 ) ท่านเป็นทหารผู้หนึ่งที่เข็มแข็งและกล้าหาญ ท่านใช้ลำตัวเป็นโล่กำบังท่านศาสดามูฮัมมัดr และคุ้มครองท่านศาสดาให้รอดพ้นอันตรายจากศัตรู แม้เลือดของท่านจะหลั่งไหล เพื่อนฝูงจะหลบหนี ก็ไม่อาจจะขจัดความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่ออัลลอฮI  และท่านศาสดาได้ ท่านปฏิบัติตามคำสั่งของท่านศาสดามูฮัมมัดr อย่างเด็ดขาด จึงไม่น่าแปลกเลยที่ท่านศาสดามูฮัมมัดr ได้ขอคำปรึกษาหารือในประเด็นต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง
                ความคิดเห็นของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรในเรื่องต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นความเห็นที่ถูกต้องเสมอ ซึ่งบางครั้งก็มีโองการจากอัลลอฮI  ลงมาสนับสนุนความคิดของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดามูฮัมมัดr จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษในสิ่งที่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรแสดงความคิดเห็น ครั้งหนึ่งท่านกล่าวแสดงยกย่องท่านคอลีฟะฮฺอุมัรอย่างสูงว่า ถ้าหากมีศาสดาท่านหนึ่งหลังจากฉันนี้ ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรนี้แหละจะได้ตำแหน่งนี้” ( อัสสุยูฏีย,มปป : 130 )
                หลังจากที่ชนะสงครามที่บัดร ท่านศาสดามูฮัมมัดr ได้ปรึกษาบรรดามิตรสหายว่า จะทำอย่างไรกับพวกเฉลยศึก 70 คน ซึ่งมีญาติพี่น้องของท่านศาสดามูฮัมมัดr  รวมอยู่ด้วย ท่านอบูบักรมีความเห็นว่าสมควรเรียกค่าไถ่ตัวเพื่อนำเงินนั้นมาจุนเจือกองกำลังมุสลิม และหวังว่าอัลลอฮจะทรงชี้นำทางให้แก่พวกเขาแต่ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรไม่เห็นด้วย ท่านแนะนำว่าควรฆ่าบรรดาหัวหน้าทั้งหมด เพราะหากปล่อยตัวไป พวกเหล่านี้จะกลับมาทำสงครามกับมุสลิมอีก ท่านศาสดามูฮัมมัดr ไม่ทรงตอบในทันทีว่าควรปฏิบัติความคิดใคร ท่านศาสดามูฮัมมัดr ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตอบว่า อบูบักรมีความเห็นเดียวกับศาสดาอิบรอฮีม ( ขอความสันติจงมีแด่ท่าน  ) ที่กล่าวว่า ผู้ใดเจริญรอยตามข้าพเจ้า แท้จริงเขาเป็นสมาชิกของข้าพเจ้า ถ้าผู้ใดทรยศต่อข้าพเจ้า แท้จริงพระองค์ทรงอภัยและทรงเมตตาปรานีเสมอ” ( อิบรอฮีม : 36 ) และท่านศาสดามูซา  ( ขอความสันติจงมีแด่ท่าน  ) ที่กล่าวว่า แม้พระองค์จะลงโทษพวกเขา พวกเขาก็เป็นบ่าวของพระองค์และหากพระองค์จะอภัยให้พวกเขา แท้จริงพระทรงยิ่งใหญ่และปรีชาญาณยิ่ง ( อัลมาอิดะฮ : 118 ) ส่วนอุมัรมีความคิดเห็นเหมือนศาสดานูฮ (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน ) ที่กล่าวว่า โอ้อัลลอฮขอพระองค์ทรงอย่าปล่อยให้พวกทรยศได้มีที่อยู่อาศัยอีกเลย” ( นูฮ : 26 ) ท่านศาสดามูฮัมมัดr เห็นด้วยกับความคิดของท่านอบูบักร โดยกำหนดค่าไถ่ตัวทุกคน ถ้าผู้ใดยากจนไม่มีเงินค่าไถ่ตัว ก็ให้การสอนการอ่านและการเขียนให้เด็กมาดีนะฮ 10 คน จนกว่าเด็กที่ตนสอนจะมีความรู้ดี ( มะฮมูด ชากิร, 1991 : 129 )
                ไม่มีผู้ใดเห็นท่านคอลีฟะฮฺอุมัรร้องไห้มาก่อนเลย แต่หลังจากเข้ารับอิสลามท่านกลายเป็นคนอ่อนโยน มีจิตใจโอบอ้อมอารีและร้องไห้เป็นประจำทุกครั้งที่ได้รับฟังโองการจากอัลกุรอานที่กล่าวถึงการตักเตือนให้ระวังการลงโทษของพระองค์ และทุกครั้งที่เห็นท่านศาสดามูฮัมมัดr ได้รับความลำบากและได้รับอันตราย ท่านเคยดื่มสุราอย่างจัดในช่วงญาฮิลียะฮ ( ยุคก่อนอิสลาม ) เมื่อเข้ารับอิสลามท่านมุ่งหวังให้พระองค์ทรงลงบัญญติห้ามการดื่มสุรา เมื่ออัลกุรอานได้บัญญติห้ามจริง ๆ ท่านดีใจมาก เช่นเดียวกับเรื่องการปกปิดร่างกายหรือการคลุม( ฮิญาบ ) โดยเฉพาะภรรยาขงท่านศาสดา นอกจากนี้ท่านเคยทักท้วง ท่านศาสดามูฮัมมัดr  ในขณะที่จะไปละหมาดคนตาย ( ญะนาซะฮ ) ให้แก่พวกมุนาฟีกีน ( พวกสับปลับ ) จนอัลกุรอานได้ลงมาสนับสนุนความคิดของท่านท่านคอลีฟะฮฺอุมัร ( มะฮมูดชากิร,1991:140 )
                แม้ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรจะไม่ใช่ผู้ที่ร่ำรวย แต่ทุกครั้งที่มีการเตรียมทัพเพื่อออกสงครามท่านบริจากจำนวนมากเพื่อการณ์นี้ ท่านได้สละทั้งชีวิตและทรัยพ์สินเพื่อหนทางของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง การอุทิศตัวดังกล่าวทำให้ได้ใกล้ชิดกับท่านศาสดามูฮัมมัดr มากยิ่งขึ้นและความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองนี้เอง ทำให้อุมัร ได้ยกบุตรสาวคือ ฮัฟเศาะฮซึ่งเป็นหญิงหม้ายให้แก่ท่านศาสดามูฮัมมัดr ( ฟัฏล อะฮมัด อ้างในมนัส วงษเสงี่ยม,มปป : 12 )
                การสิ้นชีวิตของท่านศาสดามูฮัมมัดr ในปีที่ 10 แห่งฮิจญเราะฮศักราชได้นำความสะเทือนใจมาสู่ท่านท่านคอลีฟะฮฺอุมัรอย่างรุนแรง ท่านไม่ยอมรับว่าเป็นความจริงในตอนแรกท่านกระชากดาบออกจากฝักและตะโกนว่า ใครที่กล่าวว่าท่านศาสดามูฮัมมัดrได้ถึงแก่ความตาย ข้าจะตัดคอคนนั้นเสียจนกระทั้ง   ท่านอบูบัรได้เตือนให้ระลึกถึงโองการจากนั้นกุร้านที่กล่าวอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงทำให้ท่านคอลีฟะฮฺอุมัรสำนึกและสงบลงได้ เมื่อท่านอบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮสืบทอดการปกครองจากท่านศาสดามูฮัมมัดr ท่านได้อาศัยการแนะนำจากท่านคอลีฟะฮฺอุมัรอยู่เสมอ นั่นเพราะในสมัยที่ท่านศาสดามูฮัมมัดr  มีชีวิตอยู่ ท่านได้ให้การรับฟังต่อคำพูดของท่านคอลีฟะฮฺอุมัรนั่นเอง ( อิบรอฮิม ฮะซัน อ้างจาก อัฏฏ็อบรีย 1964 : 210 )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น